มหัศจรรย์แห่งแอสตาแซนธิน Queen of Anti-Oxidants

 

มหัศจรรย์แห่งแอสตาแซนธิน Queen of Anti-Oxidants

หลังจากเปิดตัว C-MASK มาได้ไม่นาน กระแสตอบรับจากลูกค้าร้อนแรงมาก มีลูกค้าหลายๆ ท่านเล่าให้ฟังว่าได้ผลลัพท์ชัดเจนมากตั้งแต่คืนแรกที่ได้ลองมาส์ก C-MASK รู้สึกว่า หน้าสว่างใสขึ้น, นุ่มและชุ่มชื้นขึ้น, รอยแดงสิวจางลง ทำให้มีลูกค้าหลายๆท่าน สงสัยว่า ใน C-MASK มันมีอะไร? เพราะเหตุใดจึงเห็นผลลัพธ์ชัดเจนขนาดนี้

ทาง BHIP THAILAND มีโอกาสได้พูดคุยกับพี่ซี ธนรัตน์ ใบเจริญโรจน์ (THANARAT BAICHAROENROJ) เพื่อหาคำตอบเรื่องนี้

 

พี่ซีจึงได้แนะนำ บทความเกี่ยวกับความมหัศจรรย์ของ “แอสตาแซนธิน” ที่เป็นส่วนผสมสำคัญใน C-MASK ซึ่งเป็นบทความจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ ที่อธิบายไว้อย่างละเอียดมาให้ทุกท่านได้อ่านเพื่อความเข้าใจที่ดียิ่งขึ้น

[CMASK]Bhip-Banner

 

มหัศจรรย์แห่งแอสตาแซนธิน Queen of Anti-Oxidants

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกราช บำรุงพืชน์

ใครๆ…ก็อยากจะมีใบหน้าที่อ่อนเยาว์และผิวพรรณที่ดูสวยใสอยู่เสมอ แต่เมื่ออายุมากขึ้นความชุ่มชื้น ความเต่งตึง และความกระชับของผิว ย่อมถูกบั่นทอนไปตามกาลเวลา ทั้งนี้สาเหตุสำคัญที่ทำให้สมดุลในการสร้างและซ่อมแซมเซลล์ผิวเสียไป อาจเกิดจากหลายๆ ปัจจัยประกอบกัน อาทิเช่น อายุที่มากขึ้น สภาพแวดล้อม แสงแดด มลภาวะ อาหารการกิน ความเครียด รวมถึงการดูแลบำรุงผิวพรรณของแต่ละคน ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุให้เซลล์เสื่อมสภาพ จนอาจทำให้ผิวค่อยๆ เกิดริ้วรอยและเหี่ยวย่นได้
หากเราต้องการต้านความแก่และเรียกความอ่อนเยาว์ให้กลับคืนมาก็ไม่ใช่เรื่องยาก ก่อนอื่นจะต้องรู้จักกำจัดและลดอนุมูลอิสระในร่างกายให้ได้เสียก่อน เพราะอนุมูลอิสระถือเป็นวายร้ายที่คอยบ่อนทำลายสุขภาพกายรวมทั้งผิวพรรณของเรา โดยการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระหรือแอนตี้ออกซิแดนท์อย่างพอเพียง ก็จะช่วยกำจัดตัวการร้ายหลัก ที่จะคอยทำลายผิวพรรณและเซลล์ต่างๆ ในร่างกายได้อย่างต่อเนื่อง ช่วยให้มีผิวพรรณที่อ่อนกว่าวัยและมีสุขภาพดี
ล่าสุดในวงการเวชศาสตร์ชะลอวัยได้มีการค้นพบสารต้านอนุมูลอิสระอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความสนใจอย่างมาก นั่นคือ “สารแอสตาแซนธิน (Astaxanthin)” เป็นสารแคโรทีนอยด์ที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ มีสีส้มแดงถึงแดงเข้มซึ่งคล้ายกับสีแดงของทับทิม พบได้ในสัตว์ทะเลและน้ำจืด เช่น ปลาแซลมอน ปลาเทราต์ ไข่ปลาคาเวียร์ กุ้งมังกร เคย (krill) และปู นอกจากนี้ยังพบในสาหร่ายขนาดเล็ก (microalgae) เช่นสาหร่ายหิมะ (snow algae) และ สาหร่ายฮีมาโตคอกคัส พลูวิเอลิส (Haematococcus pluvialis ) ซึ่งจัดเป็นสาหร่ายที่มีสารแอสตาแซนธินมากที่สุด สาหร่ายนี้จะมีความสามารถในการปรับตัวและมีชีวิตรอดอยู่ได้นานถึง 20 ปี แม้จะอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมต่อการเติบโตเช่น ขาดน้ำ ขาดอาหาร ต้องเผชิญกับความร้อน แสงแดด หรือความหนาวเย็นจัด จะปรับตัวให้มีผนังเซลล์หนาขึ้น เพื่อสะสมสารต้านอนุมูลอิสระแอสตาแซนธินเพิ่มขึ้น จึงทำให้สาหร่ายนี้สามารถเปลี่ยนสีกลายเป็นสีแดงได้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปกป้องตัวเองให้อยู่รอดได้

ฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระของแอสตาแซนธิน
จากการศึกษาฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระของแอสตาแซนธิน ด้วยวิธี Singlet oxygen quenching activities เทียบกับตัวต้านอนุมูลอิสระอื่นๆ เช่นกลุ่มแคโรทีนอยด์ แอสคอบิคแอซิด โพลีฟีนอล โคเอนไซม์ คิวเท็น พบว่า แอสตาแซนธินมีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระสูงสุด โดยมีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าวิตามินซีถึง 6,000 เท่า สูงกว่าวิตามินอี 550 เท่า สูงกว่าโคเอนไซม์คิวเทน 800 เท่า สูงกว่าแคททีชินจากชาเขียว 560 เท่า และสูงกว่าเบต้า-แคโรทีน 40 เท่า ด้วยเหตุนี้แอสตาแซนธินจึงได้รับสมญานามว่าเป็น “ราชินีแห่งสารต้านอนุมูลอิสระทั้งปวง”
แอสตาแซนธินกับสุขภาพผิว
เนื่องจากประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระของแอสตาแซนธินนี้เอง ทำให้นักวิจัยสนใจนำแอสตาแซนธินไปศึกษาวิจัยในห้องปฎิบัติการและทางคลินิกอย่างต่อเนื่องหลากหลายด้านโดยเฉพาะเรื่องการชะลอวัย ในปัจจุบันการศึกษาถึงประโยชน์ด้านการดูแลสุขภาพผิวพรรณเป็นหนึ่งในการศึกษาที่ได้รับความสนใจมากขึ้น งานวิจัยเบื้องต้นรายงานว่าแอสตาแซนธินสามารถช่วยลดริ้วรอยและผิวเหี่ยวย่นและเพิ่มความชุ่มชื้นของผิวได้ ในปัจจุบันแอสตาแซนธินได้รับรองจากหลายประเทศในยุโรปให้ใช้สำหรับการบริโภคและในสหรัฐอเมริกาได้รับอนุญาตจากองค์การอาหารและยาให้นำมาใช้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเวชสำอางเพื่อการดูแลผิวได้
ในปี 2010 มีการศึกษาผลของแอสตาแซนธินต่อฤทธิ์ในการปกป้องรังสียูวีเอ (UVA) โดยใช้การเพาะเลี้ยงไฟโบรบลาสท์ (fibroblast) ของเซลล์ผิวหนังมนุษย์ จากการศึกษาพบว่ารังสียูวีเอ สามารถผ่านผิวหนังชั้นนอกไปทำลายถึงผิวหนังชั้นในที่มีไฟโบรบลาสท์อยู่ได้ นักวิจัยจึงทำการทดลองโดยนำไฟโบรบลาสท์ไปผ่านแสงยูวีเอ ที่มีความเข้ม 10 J/cm2 เป็นเวลาระหว่าง 6 ถึง 24 ชั่วโมงและใช้แอสตาแซนธินเป็นตัวต้านอนุมูลอิสระ พบว่าแอสตาแซนธินสามารถช่วยยับยั้งผลของรังสียูวีเอ ที่ทำให้เกิดการออกซิไดซ์ จึงกล่าวได้ว่าแอสตาแซนธินสามารถต้านรังสียูวีเอ ที่มีผลให้เกิดการเสื่อมของเซลล์ผิว ซึ่งอาจช่วยป้องกันผิวเหี่ยวย่นและริ้วรอยได้
นอกจากนี้ในปี 2012 มีการศึกษาวิจัยทางคลินิกในประเทศญี่ปุ่น ถึงผลของการทาครีมที่มีแอสตาแซนธินต่อสุขภาพผิว ผลการศึกษาพบว่า แอสตาแซนธินสามารถลดริ้วรอย จุดด่างดำ เพิ่มการสังเคราะห์อิลาสติน ทำให้ผิวเรียบเนียน กระชับ และเพิ่มความชุ่มชิ้นของผิวได้ จากการศึกษานี้จึงสรุปได้ว่าการทาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนประกอบของแอสตาแซนธิน สามารถช่วยให้สุขภาพผิวดีขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม การดูแลผิวพรรณที่ดีนั้น ก็ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ จากภายนอกที่คอยทำลายผิว ไม่ว่าจะเป็น แสงแดด ฝุ่นละออง ควันพิษ รวมทั้งใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและครีมกันแดด ควบคู่กับการเสริมสร้างสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอควบคู่กันไป
เพียงเท่านี้… ผิวพรรณของคุณก็จะมีสุขภาพดี สวยใส แลดูอ่อนกว่าวัยได้ไม่ยาก

***********************************

SHARE
LINE it!
March 17, 2015
Thanarat Baicharoneroj
Postgraduate
- American Board of Anti-Aging and Regenerative Medicine (ABAARM)
- Fellowship in Aesthetic Anti-Aging Medicine, American Academy of Anti-Aging Medicine
- Master of Science Program in Anti-Aging and Regenerative Medicine

Graduation
2009 The Degree of Doctor of Medicine, Mahidol University